วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัตยาไส อินเตอเนอะชั่นแน่ว #6

เช้าวันพฤหัสบดีหลังจากสุริยคราสไปเมื่อวาน นี้เหตุการในโรงเรียนก็ปกติดี วันนี้มีแขกมาเยี่ยมชมโรงเรียนมากหลายคณะ บ้างก็ใส่เสื้อสีม่วงเช่นเดียวกับคุณครูที่โรงเรียน ตื่นมามึนๆ ก็สับสนบ้างธรรมดา วันนี้รู้สึกคึกคักเป็นพิเศษเพราะว่าเสนอตัวแปลให้กับเพื่อชาวต่างชาติฟัง วันนี้ไม่ค่อยมีกี่คนนักที่มาฟัง แต่เราก็แปลด้วยความสนุกสนานมากมาย และรู้สึกมีพลังเป็นพิเศษ เมื่อข้างในดีเราเองก็รู้สึกว่าพอใจผลงานพอสมควรแม้ว่าจะเหนื่อย และเพลียมากก็ตามที การแปลนี้ก็เป็นการฝึกตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะว่าจะได้ขุดศัพท์และสำนวนขึ้นมาใช้เยอะ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียว

วันนี้เราเองมีหน้าที่อีกอย่างที่รับเอาเป็นภาระของตัวเองเช่นกัน ทั้งที่บางครั้งก็ไม่จำเป็น คือพาไปตลาด ซึ่งส่วนใหญ่ก็พอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่เราก็แสล่นไปเอง เออมันก็เลยเหนื่อยอย่างนี้นี่เอง แต่เราก็รู้สึกม่ความสุขดี แม้ว่าจะไม่ได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริงเพราะพะวงอยู่กับคนนู้นคนนี้ เวลาที่กำหนดเอาไว้ แลกเงิน ซื้อของ ต่อราคา ก็เป็นเราทั้งนั้น เห็นได้ว่าเราไม่ค่อยได้อยู่กับตัวเอง ณ ตรงนั้นเลย

ช่วงเช้าอาจารย์บรรยายเรามีเวลามานั่งเขียนงานเล็กน้อย แล้วก็มีโทรศัพท์ดังขึ้นเพื่อตามให้ไปช่วยดูแลเพื่อนที่มาจากต่างชาติเพราะว่าจะไม่มีคนดูแลคุณครูต้องไปสอน แล้ววันนี้แขกก็เยอะเหลือเกิน เราจึงรีบวางมือจากงานไปช่วยดูสื่อสารให้เท่าที่จะทำได้ วันนี้ก็สนุกสนานดีเพราะว่าสอนบูรณาการคุณค่าความเป็นมนุษย์เข้ากับวิชาต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งของผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน แม้ว่าจ้องมาแต่จะเอาอะไรก็ตามที่เป็นตัวอักษรกลับไปเสียมากกว่าความรู้สึกและประสบการณ์ตรงของตัวที่ได่รับกับมันตรงหน้า เรารู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูแลเรื่องเหล่า นี้ ความกลัว ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น คล้ายๆกับว่าถูกสั่งให้ทำการบ้าน ตักตวงเอาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความกลัวที่จะไม่ได้ตามความคาดหวังหรือเอหาที่วางเอาไว้ นั่นแหละที่ทำให้หัวใจเราปิดกั้นความรู้สึกที่เข้ามากระแทกหัวใจเราไป
แต่หลังจากแปลใกล้จบ รู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษอาจเพราะใช้พลังงานเยอะเกินไป ต้องทำอะไรหลายอย่าง ทั้งฟังจับความและแปลออกมา ช่วงบ่ายนั่งอยู่ในห้องรอเริ่มเรียนก็แอบหลับไหลลง ด้วยความเหนื่อยอย่างมหาศาล ไม่ธรรมดาจริงๆกับการแปล ไม่ถือว่าเป็นเรื่องง่ายเลย ตื่นขึ้นมาก่อนเวลาเรียนเล็กน้อย ตั้งใจอธิษฐานขอให้วันนี้ฟังราบรื่นด้วยดี แต่เปล่าวันนี้ฟังไม่รู้เรื่องนักแม้ว่าTeacher จะพูดช้าลงกว่าเมื่อวาน แต่วันนี้ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยๆ ภาษาอังกฤษ เฮอะๆ

ช่วงเย็นก็แยกย้ายทำธุระ เราเองก็พะวงอยู่กับการสวดภชันที่หอเด็กผู้ชาย วันนี้ก็เห็นการตรวจดวงชะตากันบ้าง เพราะว่าครูที่นั่งทำงานที่สถาบันมีความรู้เรื่องนี้อยู่มาก ดูแลเด็กได้ตามสมควร สาวๆก็เลยสนุกสนานกันไป ซึ่งก็แป็นเรื่องธรรมดาของสาวๆทุกชาติศาสนาที่ใคร่รู้เรื่องราวของตัวเอง วันนี้ก่อนขึ้นสวดภชันก็ได้มีโฮกาสเล่นบาสกับน้องเล็กน้อง เด็กๆเก่งกันมา ลีลาพริ้วแพรวพราวจริง ไม่ได้สักลูกเลย เห็นรถของ Teacher ขนเครื่องเสียงมาเยอะแยะเพื่อประกอบการสวดภชัน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกดี เด็กหลายต่อหลายคนก็ชอบใจโดยเฉพาะเด็กเล็ก แต่เด็กโตน่ก็ยากเสียหน่อย ดูเบื่อกับกิจกรรมอย่างนี้ เราเองก็ได้เห็นการสวดภชันของเด็กซึ่งก็เป็นเรื่องดีมากๆที่ทำให้พัฒนาสมองทั้งสองซีกให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งด้านการเรียนและดนตรี เพิ่มสมาธิอีกต่างหาก เพราะการร้องเพลงภชันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

สัตยาไส อินเตอเนอะชั่นแน่ว #5

เช้าวันนี้เป็นวันที่มีสุริยคราสยาวนานเป็นประวัติการในศตวรรษนี้ เพื่อนก็ตื่นเช้ามาภาวนากันเช่นเดิม เราก็ตื่นเมื่อเขาเสร็จกันแล้วเช่นเดิม สบายๆ วันนี้มาสายหน่อยที่ห้องพระเพราะเริ่มนั่งสมาธิกันแล้ว เนียนเข้าไปไม่รู้เรื่องอะไร สบายๆเนียน วันนี้หลังเลิกกิจกรรมห้องพระเราเองก็นั่งอยู่กับพื้น เด็กเดินผ่านก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะก็มีบางคนไหว้ แล้วก็ไม่ไหวธรรมดา แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “เห็นมั๊ยคะว่าแขก เป็นผู้ใหญ่นั่งอยู่ กลับไปเดินมาใหม่เดี๋ยวนี้ แล้วผู้ใหญ่นั่งอยู่ต้องทำอย่างไร “ เอาหละสิ ต้องเอาตัวเองไปเป็นตัวละครของเด็ก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ระหว่างนั่งให้เด็กๆคลานผ่านก็รู้สึกกระดากเช่นกัน มีความรู้สึกว่าต้องดูแลตัวเอง และ สูงเหนือกว่าเค้านิดๆโผล่ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้มากนัก เป็นความรู้สึกไม่ค่อยโอเคมากกว่า ต้องรออยู่จนเด็กเดินแถวผ่านจยหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูแลตัวเองในสฐานะการณ์อย่างนี้

วันนี้ช่วงเช้าก็มีเวลาค่อนข้างเยอะพอมควร ขณะนั่งทานข้าวก็มีคุณครูมาฟ้องเราว่าเด็กที่มักจะมาเล่นกับเรานั้นเมื่อวานดื้อเอาเสียมากๆ แล้วคุณครูก็เล่าวีรกรรมให้ฟัง “ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันดื้อมาก เป็นการดุครั้งแรกของปีนี้ทีเดียว “ เราเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรก็คงตอบไปขำๆว่า “สงสัยเป็นสัญญาณของการที่จะเกิดสุริยปราคากระมังครับ ธรรมชาติดินฟ้าผิดเพี้ยนไป เด็กๆก็เลยซนเกินกว่าธรรมดา คุณครูอาจต้องไหว้ของดำเด็กอาจกลับคืน” ซึ่งก็ได้ผลคุณครูหัวร่อสบายใจขึ้นมากโข วันนี้ก็ได้ทราบข่าวว่าเมื่อวานตอนเช้าท่านอาจารย์ล้มหัวกระแทกพื้นและหลับไปค่อนข้างนาน ไม่มีใครทราบ อาจารย์ต้องช่วยประคองตัวเองให้มาที่โซฟาที่บ้านพักเอง เมื่อนักเรียนสวดมนต์กันเสร็จจึงได้มาพบท่านอาจารย์ที่บ้านและก็ทราบว่าอาจารย์ท่านล้มลง เป็นเรื่องที่ต้องดูแลอาจารย์ท่านเพราะว่าอาจารย์ทำงานหนักเหลือเกิน เกินความที่ปกติคนช่วงวัยท่านจะทำกัน เรียกได้ว่ามีเวลาพักผ่อนน้อยนิดเดียวเท่านั้น หลังจากเข้าแถวเราก็มานั่งเขียนบันทึกนี้อยู่ที่ห้องพักอาจารย์อาจอง ซึ่งจะมีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เด็กๆก็มานั่งเล่นด้วยเช่นกัน

ชีวิตวันนี้ราบรื่นเป็นปกติทั่วไปช่วงบ่ายมีบรรยายจาก Teacher ในเรื่องของ Philosophy of Educare เราพูดถึงปัญาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นจากแนวคิด วิธีคิดขอองยุคสมัย การเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนเริ่มที่จะแข่งขันกัน การศึกษาก็เป็นช่องทางที่สร้างคนเพื่อตอบสนองความต้องการภาคส่วนของสังคมอีกเป็นการ เพราะมนุษย์ก็เป็นทรัพยากรที่จะสร้างสรรอะไรๆให้เกิดขึ้นต่อๆไป วันนี้รู้สึกว่าการฟังของเราค่อนข้าง ok แม้ว่าจะมีบางอย่างที่รู้สึกว่าเร้วไป แต่สิ่งที่ได้รับก็ประมาณ 70% ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกประเดี๋ยว มีความกังวลเช่นกันว่าจะใช่เวลาในการปรับตัวนานเกินไป เป็นความขัดแย้งภายในที่กำลังก่อกำเนิดขึ้นภายในหัวใจของตัวเอง

วันนี้กลับที่พักมีเวลาออกกำลังกายด้วยการรำมวยขณะที่คนอื่นๆกำลังสวดมนต์กัน ก็เป็นเรื่องที่สามารถอยู่ร่วมได้อย่างไม่มีปัญหา วันนี้มีวงแลกเปลี่ยนการสวดมนต์ของฮินดูในแต่ละภาษา เรียกว่าเป็นการสอนร้องเพลงก็ว่าได้ สนุกสนานดี เราเองก็ลยทำหน้าที่เล่นกับ Tom เด็กน้อยชาวฝรั่งเศส พอคุณเธอได้พูดคุณก็พูดไม่ยอมหยุด แต่เราก็คุยกันได้ แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องในสิ่งที่เค้าพูดก็ตาม อันนี้ก็เป็นอีกเรื่อง ถ้าเป็นเด็กไทยที่พล่ามขนาดนนี้แล้วเรารู้เรื่อง การให้ค่าตีความของเราจะเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน เพียงเพราะเราฟังไม่รู้เรื่อง อย่างนี้มันเลยทำให้เราไม่รู้สึกรำคาญ หรือว่าเพราะความน่ารักของเด็กน้อยตำลมผมทองแก้มย้วยกันแน่....ไว้จะถ่ายรูปมาให้ชมแล้วกันว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไรแล้วคืนนี้ก็หลับเป็นตาย เพราะเหนื่อยใช่ย่อย

สัตยาไส อินเตอเนอะชั่นแน่ว #4

วันอังคารคุณ Yoga ว่าจะไปกรุงเทพ เราเองก็มีความคิดว่าจะไปกรุงเทพด้วยเพื่อเก็บของใช่ที่จำเป็นและหนังสือบางเล่มที่ต้องใช้ซึ่ง โดยติดรถteacher ไป เพราะต้องพานักเรียนไปสอบ cello ที่จุฬา เราเองก็เลยขอติดรถไปด้วยทิ้งพรรคพวกทั้งหมดไว้ที่โรงเรียน เพราะวันนี้เราไม่นักศึกษาไม่มีเรียนอะไรเรานั่งรถมาซึ่งเป็นส่วนท้ายกระบะ เออ แต่งตัวก็ดีแต่มานั่งท้ายรถ สนุกดีเหมือนกัน ก็เป็นโอกาสดีที่ได้หลับมาตลอด สบายไป มาตื่นแถวๆใกล้กรุงเทพแล้ว รถก็เริ่มติด อย่างนี้ทุกที


รายงานตัวตอน 08.30 ซึ่งตอนนี้ยังอยู่บนถนนอยู่เลย แต่ก็ยังไปทัน เราเองก็ได้กลับถิ่นเก่าเหมือนกัน เพราะว่าโรงเรียนของเราก็เคยอยู่ที่นั่นก็เลยเป็นเรื่องดีที่จะได้ช่วยเหลือน้องๆเค้าบ้าง ก็เสร็จสรรพ เห็นความกังวลของน้องเค้าอยู่บ้างในตอนเช้าเพราะว่ามีการเปรียบเทียบกระเป๋าใส่อุปกรณ์กับเพื่อนที่มาสอบคนอื่นๆอยู่ ซึ่งเราเองก็เข้าใจเพราะเราเองก็เป็นอย่างนี้มากก่อน ทำให้เราได้กลับไปมองในสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร เพียงแค่เฝ้ามองเท่านั้นพอ หลังจากเสร็จจากการส่งน้องแล้วเราก็กลับบ้านมาเก็บของ วันนี้แม่หยุดเราก็ได้อ้อนอยู่กับแม่อีกพักหนึ่ง แม่ว่าเป็นช่วงสั้นๆแต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดี

เก็บของกินข้าวอาบน้ำเสร็จแล้วเราก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ถนนสุขุมวิทเพราะว่านัดกับ Teacher เอาไว้เพราะว่าจะได้ติดรถกลับด้วยกัน เราไปแวะที่ Peterson เพื่อพาคุณ Yoga ไปซื้อไวโอลิน อืมสนุกดี ได้รู้เรื่องไวโอลิมมาย้างพอสมควรเพราะมี Teacher อีกคนที่สอนไวโอลินที่โรงเรียนเป็นคนเลือกให้ การเลือก ก็มีรายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เสียงว่าจะเป็นอย่างไร ชอบเสียงแบบไหน ซึ่งราคาก็เป็นที่ทราบกันดีว่าไม่ธรรมดาเลย คนสามัญกินเงินเดือนคงไม่สามารถตัดใจซื้อมาเล่นได้ อืมเอาน่า! ซื้อขลุ่ยมาเป่าเหมือนเดิมไ ม่ก็เล่นตบมือเล่นไปเหมือนเดิมดีกว่า ฮิๆ ใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการเลือกซื้อนู้นซื้อนี่ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้ตักตวงความสุขที่เกิดขึ้นจากคนอื่น เห็ฯคนอื่นสุขกระแสสุขก็ส่งผ่านมาถึงเราได้ด้วยเช่นกัน

จากนั้นก็แวะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตเสียหน่อย เออเราเดินผ่านสุรา ก็เกิดอยากกิน เห็นอาการอัตโนมัตเลยว่าจะเอื้อมมือไปหยิบเออสนุกดีเนอะความคุ้นชิน ลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะซื้อชาอันไหนดี ต้องแพงหรือเปล่า แล้วก็รู้ว่าไม่เห็นจำเป็นซื้อของปกติก็พอ ซึ่งก็อร่อยดี เราซื้อขนมปังกับนมมาฝากคุร Yoga ที่เป็นคนดีมานั่งข้างหลังเป็นเพื่อนเรา ซึ่งขนมปังกับนมเป็นของที่มาจากสัตว์เขาก็ไม่กิน ทั้งหมดเลยเป็นหน้าที่ของเราเท่านั้น อิ่มแปร่เลย

คุณYoga เขาก็เป็นคนดีเหลือหลายที่มานั่งข้างหลังกระบะเป็นเพื่อเรา เราเข้าใจดีว่าอยากจะมาพูดคุยกับเรา แต่แล้วมันก็เป็นเรื่องยากที่จะเบียนกันอยู่ในนั้น ซึงมีข้าวของเยอะแยะอยู่พอควรอยู่แล้ว เรานั่งมาพูดคุยเรื่องราวในชีวิตกันมาหลังรถกระบะ สนุกสนานดี ขากลับนี้ แต่ทว่าก็เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะพยายามสื่อสารกัน เพราะ Limited English ด้วยกันทั้งค็ก็เลยพอเข้ากันละมะ คุณเขาเป็นคูรอยู่ที่บาลีสอนศาสนาอย่างที่ทราบ เขาก็ต้องการความฟรีในการสอนเช่นกัน ไม่ต้องการถูกกรอบบังคับคล้ายกับเราเช่นกัน เออคุยไปคุยมาก็มาถึงเรื่องของบาบา เราก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ที่บาบามาเข้าฝัน ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยเช่นกัน

เรานั่งคุยมาเรื่อย Teacher แวะหานักเรียนคนหนึ่งที่มีพรสวรร์ทางดนตรีมากคนหนึ่ง ซึ่ง Teacher เป็นคนส่งให้เรียนอยู่ เราเองสามารถเห็นความรู้สึกที่พวยพุ่งออกมาได้ เอครูและศิษย์มาพบกัน ไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยที่ความรู้สึกเก่าๆที่เราเคยประสบจะหวลกลับมาให้รู้สุ กความตื้นตันก็พวยพุ่งขึ้นสู่หัวใจ หลังากใช่เวลาพูดคุยกันอยู่นาน ก็ได้เวลากลับโรงเรียนกันเสียที ฝนใกล้จะตกแล้ว คุณเพื่อนของเราก็จะมานั่งข้างหลังด้วยกัน แต่เรารู้สึกว่ามันจะยิ่งเบียดมาก ในระยะทางไกล เราเลยทำตัวเป็น น้องชั่วอีกครั้ง ชิ่งไปนั่งข้างหน้าเสียอย่างนั้น ๕๕๕ เลวพอตัว แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกจริงหรือไม่ ที่จะได้เห็นใจตัวเองว่าเป็นห่วงไอ้เจ้าคนนี้แค่ไหน และเห็นใจตัวเองว่ารู้สกผิดเล็ก และแอบสะใจหน่อยๆเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าก็นั่งมาจนถึงโรงเรียนคนเดียวหลังรถเลยก็แล้วกัน

มีแวะจอดพักนิดหน่อยแต่ทว่าลงไม่ได้เพราะฝนตกแรงมาก กระบะหลังก็รั่ว อันนี้เรารู้ดีเพราะเจอกับตัวเองมาแล้วในตอนเช้า กลางทางที่sms มาถึง ถามว่าจะกลับหรือเปล่าจะได้ล็อกประตู โอ้ว!! เหมือนแม่ หรือไม่ก็เมีย ตามตัวอย่างไรอย่างนั้น เออ เห็นความหวังดีที่ทรอดแทรกมาในsms นี้ได้ เออ ไอ้ความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะเค้ารู้สึกอย่างนั้นแล้วเรารับรู้ หรือมันเกิดขึ้นภายในใจของเราเท่านั้นกันแน่ ไม่ทราบ

๕๕๕

และแล้วตอนนี้ก็มี แฟรคลับเป็นคุณครูในโรงเรียนด้วยนะครับ....

อย่างไรแล้วก็ อย่าลืม Comment ด้วยนะครับ

อ่อ แล้วงานเขียนทั้งหมด ก็ออกมาจากตัวผมนี้แหละครับ เป็นทัศนะคติ ที่สัตย์ซื่อกับมันจริงๆ เป็นการตีความของผมคนเดียวด้วย ไม่เกี่ยวข้องกับใครแต่อย่างใด.....

ผู้เขียน

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ณ สัตยาไส อินเตอเนชั้นแน่ว...#3

เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาอีกแล้วเพราะว่าเพื่อนรูมเมทผมตื่นขึ้นมาทำการภาวนา แต่ผม ก็นอนภาวนาเช่นเดียวกัน วันนี้เป็นวันจันทร์ เราได้รถมาใช้หนึ่งคัน ก็ทำหน้าที่เป็นคนขับรถเหมือนเดิม(อีกแล้วทุกงาน) ก่อนขับรถไปในตัวโรงเรียน เราก็ได้พาบรรดาเพื่อนไปแวะที่ห้องซักเสื้อผ้า เพื่อส่งผ้าซัก ก็สนุกสนานดี วันนี้เป็นวันแรกที่ทุกคนได้เข้าไปห้องพระถือว่าเป็นวันเริ่มแรกของการเริ่มเรียนด้วยเหมือนกัน วันนี้เรานั่งสามธิม่ค่อยนิ่งนัก เพราะว่ามีหลายสายเข้ามาปนๆกัน ปนกันไปมาตีกันบ้าง เข้ากันได้บ้างสนุกพิลึก วันนี้ก็ให้นักศึกษาได้กล่าวแนะนำตัวให้กับเด็กด้วยเป็นภาษาบ้านเกิดตัวเอง เออก็สนุกดี เราก็แนะนำตัวว่าชื่อภูมิ อยากจะเรียกว่า “ครูภูมิหรือ ว่าพี่ภูมิก็ได้ทั้งนั้น” ซึ่งแต่ละคนก็ได้ส่งภาษาของตัวเอง สนุกดีดูเด็กๆตื่นเต้นกันใหญ่ วันนี้ก็ดำเนินไปตามปกติ หลังจากทานอาหาร ก็เป็นการเคารพธงชาติ อาจารย์ได้กล่าวให้เด็กฟังหลังทานข้าวว่า “เราเองก็เหมือนน้ำที่พยามออกไปสู่โลกภายนอก จากมหาสมุทรก็ระเหยกลายเป็นไอแล้วก็กลับกลายรวมกันเป็นเมฆ กลั่นตัวตกลงมาเป็นน้ำฝน ลงสู่พื้นดินทำความอุดมให้แก่ปฐพี แล้ววันหนึ่งก็กลับกลายเป็นน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรต่อไป ผ่านวัฏจักรนี้ไปเราก็ได้กลับไปสู่ความจริง กลับสู่พระเจ้า หรือกกลับสู่นิพพานตามแต่ที่ตนเชื่อ” เราได้เรียนรู้เยอะแยะจากคำพูดเช้านี้ของอาจารย์ คำพูดง่ายๆแฝงไปด้วยเรื่องราวแห่งความจริงแอบซ่อนอยู่เสมอ
ก่อนเริ่มชั่วโมงแรกหน้าที่คนขับรถยังไม่หมด พาเพื่อนไปตลาดเพื่อทำธุระส่วนตัว ซื้อของบ้าง แลกเงินบ้าง ส่วนมากเป็นของที่ต้องการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชีวิตทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น ที่Chart โทรศัพท์ เบาะรองนอน ฯลฯ ซึ่งก็เห็นว่าพวกเขาซื้อเท่าที่จำเป็นไม่ได้ต้องการของดีอะไรมากมายนัก ใช้ของที่สามารถใช้ได้สบายๆเท่านั้น เราเองก็ต้องพยายามเต็มที่เพื่อดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม ค่อนข้างเหนื่อยแต่ก้มีความสุขที่ได้ทำงานเหล่านี้เมื่อได้รับคำขอบคุณที่สื่ออกมาจากหัวใจที่สัมผัสได้จริงๆ ระหว่างขับรถไปตลาดเราเองก็เห็นความกลัว ที่ผุดขึ้น ตอนที่พาคนนู้นคนนี้ไปนู้นมานี่ ก็เห็ฯความกังวล ไม่ได้อยู่กับตัวเองเท่าไหร่
ช่วงเช้านักศึกษาเริ่มเรียนชั่วโมงแรกกับอาจารย์อาจอง วันนี้อาจารย์พูดเรื่อง การทำสมาธิให้กับนักศึกษาว่าแบ่งออกเป็นสามขั้น และเรื่องราวของการตามความความสงบและความสุขที่แท้จริง ตามหามานานว่าอยู่ที่ไหน ออกเดินทางไปไกลแสนไกล สุดท้ายเราก็กลับมาเจอที่ บ้าน ของเรา
ช่วงบ่ายก็มีชั่วโมงเรียนของTeacher ซึ่งเราเองก็เหนื่อยเอามากๆ ง่วงด้วย Teacher บรรยายเรื่องการศึกษาสัตยาไสให้เราฟังซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องการอยู่พอดีในการทำThesis แล้วก็หวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้จริงๆในอนาคตอันใกล้นี้ Teacher มีเปิด วีดีโอให้ดู แต่เราก็หลับอยู่เรื่อย เพราะเหนื่อยเหลือเกิน วิดีโอเกี่ยวกับงานของบาบา แล้วก็เรื่องการศึกษาสัตยาไส ไม่ค่อยทันเท่าไหร่เพราะมัวแต่หลับเป็นส่วนมาก
ตกเย็นมีสอนคุณ Jyotshana ขี่จักรยานอีก วันนี้เธอขี่ได้สบายแล้ว ไม่ต้องห่วง พขี่สองรอบ แล้วก็มั่นใจขี่เองได้เลย สบาย เราเลยปล่อยเธอให้ขี่เป็นเหงื่อออกเยอะแยะไปหมด เห็นคุณน้าทำได้ก็ดีใจและสนุกแทนน้าแกไปด้วยเช่นกัน
กลับที่พักเรามารำมวย ส่วนคนอื่นๆก็สวดมนต์เป็นกิจวัตรต่อไป เราเองก็มานั่งภาวนากับเค้าในช่วงสุดท้ายเหมือนกัน แต่วันนี้ไม่ได้คุยอะไรเท่าไหร่ คงเหนื่อยกันเลยแยกย้ายกันไปหมดเราเองก็รีบนอนเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สัตยาไส อินเตอเนอะชั่นแน่ว #2

รุ่งเช้า Yoga ตื่นแต่เช้ามาภาวนา ก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนอะไร ให้แก่ร่างกาย แต่สร้างความร้อนใจแก่เราพอตัว เพราะเริ่มเห็นอาการเปรียบเทียบที่เกิดขึ้น และก็เริ่มกังวลว่าจะไม่ยอมตื่น.... แต่ก็ตื่นมาด้วยดี อาบน้ำเตรียมพร้อมแล้ว พบเพื่อนใหม่อีกคนมาจาก เปรู สูงอายุสักหน่อย ชื่อว่า Liliana Sumarriva ป้าแกก็ดูขยันดี แต่ท่าทางเอาเรื่องพอตัว เดาเอาจากแววตา ไม่เคยได้รู้จักเพื่อนแถบนี้มาก่อน คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ได้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตอนเช้าเราออกเดินไปห้องพระ การภาวนาเริ่มประมาณ ๕.๔๕ ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 10 นาที สบายๆ ไกลเหมือนกัน! ชักเมื่อยเพราะว่าแบกของเยอะพอตัว เข้าห้องพระพบความเปลี่ยนแปลง ดูมีความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นในการดูแลเด็ก และ ตัวเด็กเอง เมื่อวาน Teacher บอกว่า นักเรียนม.๖ปีนี้เป็นนักเรียนที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆได้ แต่ว่าไม่ค่อยมีข้างในมากนัก ผิดกับรุ่นที่แล้วที่เป็นตัวอย่างไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ข้างใน มีความเป็นศิลปินอยู่เอามาก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง

เข้าห้องพระ สวดมนต์ นั่งสมาธิเรียบร้อย ก็เดินออกไปกินข้าว เด็กยังเข้ามากอดอาจารย์อยู่เป็นกิจวัตร ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของทั้งอาจารย์และเด็กเลยก็ว่าได้ (โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆ) ข้าวเช้าวันข้าวต้น ที่โรงเรียนนี้ทานมังสวิรัตกัน ไม่มีเนื้อสัตว์ไม่มีจริงๆ กินผักกินหญ้าไป หลังกินข้าวพบเพื่อนชาวเนปาลอีกสามคน โอ๊ย....! ส่ายหัวด๊อกแด๊ก ฟังไม่รู้เรื่อง ลิ้นระรัวเป็นพลันวัน คุณ Bishwadeep และ Jyoti Adhikari เป็นคู่สามีภรรยา คุณผู้ชายเป็นทนาย คุณผู้หญิงเป็นครู แล้วก็อีกคน ชื่อ Jyotshana Gamair คนนี้ก็เป็นครูเช่นกัน โฮ้ว! โฮ้ว! ฟังไม่รู้เรื่อง ลิ้นระรัว!! เราเองก็ส่ายหัวเหมือนกัน แต่ คนละความหมาย 555
วันนี้ตอนสายๆพาไปเที่ยวตลาดกัน เลือกซื้อผลไม่กันอย่างสนุก เงาะ มังคุด ลางสาด ฝรั่ง คนละนิดละน้อยพอปะทังชีพได้ เราเองก็ซัดซะ...555 ไหนๆก็ไม่ได้กินเนื้อ ก็กินผลไม้แทน กลับมาพักที่หอ เพราะความเหนื่อยมันสะสม ไม่รู้ว่ามาจากไหร เห็นคนอื่นๆเค้าเหนื่อยจากการเดินทางก็เลยเหมาเอาว่าเหนื่อยบ้าง สบายไปได้หนึ่งงีบก่อนกินข้าว หลังกินข้าวเราเองก็สนุกกับการทำนู้นทำนี่เขียนบันทึกบ้าง เขียนอะไรต่อมิอะไรบ้าง เพื่อนนักเรียน อีก สามคนก็มาถึง Anne กับลูกชาย Tom Karnowsky เป็น ฝรั่งเศส Bonjour, Bing! สาวอินเดียกลางคนหนึ่งคน และเป็นสาวอีกคนซึ่งอยู่ที่London คือ VijayShree Krishnan และ Nivedida Chopa เออ ค่อย ok หน่อยกับภาษาพอฟังสำเนียงรู้เรื่องนิดหน่อย ได้เจอ ครูอีกคนที่ได้เคยได้พบ แต่ได้รู้จักชื่อ ครูครูหนุ่ย ผู้แฝงฝังตัวอยู่อยู่ห่างไกลผู้คน และร่ำเรียนวิชาแพทย์แผนไทยอยู่ น่าสนุกพิลึกแก๊งนี้

หลังจากการOrientationแล้ว ก็มีการถามนิดหน่อยว่าใครต้องการจักรยานบางหรือไม่ ซึ่งเราก็ต้องการเป็นที่แน่แท้เพราะไม่อย่างนั้นเราต้องเดินไปเดินมาน่องโป่งพอดี พอแม่หญิงชาวเนปาล อยากได้รถแมงกะไซด์แต่ ทำไงได้ที่นี่ไม่เห็นมี เราเลยบอกว่าจะแนะนำให้ว่าปั่นอย่างไร เลยช่วงเย็นนี้ก็เลยต้องประคอง แม่หญิงคนนี้นิดหนึ่ง ด้วยความสูงวัยของเธอ แต่ดูเธออยากปั่นรถถีบได้ ก็เลยให้เธอลองปั่นรถถีบดู ตอนรแกก็เห็นว่าถอดใจเพราะว่ายากเหลือเกิน ค่อนข้างลำบอกสำหรับชุดของเธอที่รู้สึกว่ารุ่มร่ามเล็กสำหรับการหัดปั่นจักรยาน มีแม่หญิงชาวอินเดียอีกคนมาช่วยGuide ให้นิดๆ แม้ว่าเธอคนนี้จะไม่ได้ขี่มาตั้งแต่สิบสอง แต่ ก็โอเคมันอยู่ในเนื้อในตัว สบายๆ ขี่ได้อยู่แล้ว ช่วงประคองจักรยาน เราไม่ได้มองเห็นตัวเองเท่าไหร่นัก รู้แต่ว่า แม่หญิงชาวเนปาลนี้เกร็งมาก เอาการ จาก ท่านั่ง อวัยะวะทุกส่วนของร่างกาย...ยิ่งรู้แน่ชัดเมื่อ เราเหลือบไปเห็นมือของเธอเป็นแผลเพราะว่า เกร็งกัการจับแฮนด์รถถบมากจนเกินไป แต่มันก็แสดงถึงความตั้งใจของเธอได้เป็นอย่างดี เราเห็นถึงความไม่มั่นใจของเธอู้นี้เพราะขณะเราจับเรารู้ได้ว่าเธอพอจะทรงตัวได้แล้วแต่ความกลัวที่เข้ามาแทรกนั้นเกินจะอธิบายได้ เราก็ประคองเธอเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเธอสามารถไปด้วยตัวเองได้แล้ว เราก็เริ่มปล่อยมือ แต่ยังคงทำราวกับว่า เรายังประคองเธออยู่ ทุกคนที่เห็นปรบมือให้เธอ เธอเห็นก็ยังไม่สนใจจนกระทั่งเธอลงจากรถถีบ แล้วระลึกว่าเธอสามารถขี่รถถีบได้แล้ว อันนี้เป็นเรื่องแปลกที่ว่า ผู้ใหญ่มักจายึกเอาความกลัวที่มีอยู่ในความรู้สึกนึกคิดเข้ามามากกว่าเด็กทำให้ปิดกั้นอะไรบางอย่างของตัวเองไปเสียสิ้น... เราบอกให้เธอผู้นี้วางความกลัว แล้วเชื่อมั่น แรกเลยอาจเชื่อมั่นในตัวผู้ที่คอยประคอง แต่แล้วก็กลับมาเชื่อมั่นตัวเอง ซึ่งเราเห็นได้จากตัวเธอเองอยู่แล้ว แล้วเธอเองก็ทำได้ สบายๆ เนียนๆ

รายงานความคืบหน้าของชีวิต ณ สัตยาไส อินเตอเนชั้นแน่ว...

โฮ้วจอร์จ! เป็นเรื่องแล้วครับ กลับตอนแรกคิดว่าจะง่ายๆ ไม่ยุ่งยากนัก กับการเรียนในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาสัตยาไส เกี่ยวกับ เรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Human Value) ได้พบได้เจออะไรก็เลยเขียนมาเล่าให้ฟังกันครับ เฮอะๆ

หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะเข้ามาศึกษาความเป็นไปเป็นมา การเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้เพื่อทำเป็นวิทยานิพนธ์ด้วย แต่แล้ว คำถามที่ไม่ชัดเจนของตัวเองก็ทำให้ หัวข้อไม่ผ่าน แต่ก็ยังตั้งใจที่จะมาเรียนอยู่ดี ติดต่ออาจารย์ดร.อาจอง ไว้เรียบร้อยแล้ว จะไม่มาเรียนก็กะไรอยู่ ปรึกษาปัญหายิ่งใหญ่นี้กับอาจารย์ ท่านก็กรุณาให้คำปรึกษาว่า “ก็รีบทำหัวข้อเลยสิ จะได้ส่งให้อาจารย์ของเราท่านพิจรณา” ซึ่งขั้นตอนต่างๆในระบบของมหิดลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้มันผ่าน ต้องผ่านู้นผ่านนี่ เยอะแยะไปหมด เราก็ตัดสินใจว่า ก็อยู่เรียนไปทำหัวข้อไป ได้ความรู้ได้หัวข้อเอง เอ้าไหนๆก็ไหนๆแล้ว เสื้อผ้าที่ตอนแรกว่าจะมาอยู่สักแค่อาทิตย์ก็กลายเป็นว่าคงต้องอยู่เป็นเดือน เอาหล่ะสิ ดีว่ายังอยู่ใกล้ๆบ้านคงไม่เป็นไรนัก

มาที่โรงเรียนเมื่อวันเสาร์ (คือเมื่อวาน) ตื่นไม่เช้ามากนักเพราเหนื่อยกับ เมื่อวันศุกร์ที่โนอาจารย์ร่วมกันช่วยขุดคุ้ยหาความจริงให้กับหัวข้อของตัวเอง แต่แล้ง มันก็กลับเป็นว่า....มาเริ่มต้นกันใหม่ หาความชัดเจนในตัวเองซะ!! ไม่เป็นไร ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆดีกว่า เพราะการทำเพื่อคนอื่น กลัวคนอื่นลำบาก กลับยิ่งทำให้คนอื่นๆ ลำบากยิ่งขึ้นไปอีก เออ ไม่น่าเชื่อการคุ้ยเขี่ยตะเข็บของหัวใจที่อาจารย์ท่านกรุณานี้ได้ผลเห็นความติดดีที่มีเอามากของตัวเอง กลับมาต่อ การมาโรงเรียนสัตยาไส ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ขึ้นรถที่ห้าง Century ตรงอนุเสาวรีย์ชัยฯ 140 บาท ถึงเลย หน้าโรงเรียน สะดวกสบายเอามากๆ คนบนรถก็ไม่แน่นนัก นั่งมาหลวมๆ ดูเราเป็นคนแปลกแยกกว่าคนอื่นอยู่พอตัว ทั้งการแต่งกายก การวางตัว... เออแปลกดี เห็นอยู่นะ แต่ทำอะไรไม่ได้จริงๆ ดีที่สุดคงเป็นการหลับ และ มีลมหายใจเหมือนกัน แวะปั๊มน้ำมัน หนึ่งครั้ง แถวๆหินกอง เราได้ยืดเส้นยืดสายสบายๆ เข้าห้องน้ำ ซื้อขนมของฝากให้ใครๆ

นั่งรถอีกสัก ชั่วโมงกว่าก็ถึงโรงเรียน เราต้องเดินเข้ามาในโรงเรียนซึ่งระยะทางพอควรกับสัมภาระที่มี เพราะว่า น้ายามไม่ยอมให้เราเข้า ถามว่าเรามาทำอะไร? เราก็ตอบว่ามาหาอาจารย์ ตอนแรกว่าจะแลกบัตร เห็นความวิ๊บขึ้นในใจเล็ก ว่าต้องแบกของเดินเข้าไปตั้งไกล แล้วก็เรามาตั้งหลายครั้งแล้วยังต้อนรับแบบนี้อีกเหรอ? เพียงแค่เห็น มันก็กลับยิ้ม...(ยังฝืนยิ้มอยู่ เพราะว่าของหนัก) เดินเข้ามาในโรงเรียน พบความสดชื่น สมหวังในหัวใจที่ได้กลับมา แม้เพียงมาเหยียบก็สุขใจ แล้ว แปลกว่าไม่ได้เป็นศิษย์เก่าที่นี่แต่มาถึงก็มีความสุขเหมือนกัน เดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็พบกับเด็กน้อยสองคน อ่าว... มาครั้งที่แล้วก็เห็นเด็กน้อยสองคนนี่ก่อน มาครั้งนี่ก็เหมือนกัน พบว่าตัวโตขึ้นกันทั้งสองคน ตอนนี้อยู่ป. ๒ กันแล้ว ยังเหมือนเดิม สายตาประหลาดใจพร้อมคำถามว่า “มาอีกแล้วเหรอ คราวนี้มาอยู่นานมั๊ย อยู่นานๆนะ” หัวใจพองน้อยๆ แม่จะเริ่มหอบเพราะเหนื่อยจากการเดินแบกของ เข้าไปพบอาจารย์ และ Teacher Loraine อาจารย์ชาวต่างประเทศที่อยู่ ที่โรงเรียนมาตั้งแต่เริ่มตั้งใหม่ๆ อยู่จนพูดไทยได้คล่องแล้วมีโรงเรียนเป็นเหมือนบ้านเลยทีเดียว

เข้าไปพบอาจารย์ที่บ้าน อาจารย์ส่งรอยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นเคย แต่รู้สึกว่าอบอุ่นกว่าทุกๆครั้ง เป็นสายตาแห่งความโอ่นโยนอย่างยิ่งที่ได้รับ มองลึกลงไปไม่สุด ไม่เห็นอะไร นอกจากความเมตตาในสายตาคู่นั้นอย่างยิ่ง “โอ้ว!มาแล้วเหรอ” แล้วก็คุยกับอาจารย์เรื่องThesis ว่ะอย่างไรดี อาจารย์ก็แนะนำให้เป็นอย่างดีว่าควรจะทำอะไรอย่างไร ได้เท่าที่เป็นไปได้ อาจารย์ท่านว่าอย่างนั้น เอ้าเอาไงเอากัน%

พักใหญ่Teacher พาเราเข้ามาที่พัก สายตาคำพูดยังแสดงความห่วงใยเราในเรื่องของ Thesis อยู่ ด้วยความเห็นใจเช่นกัน สถานที่พักอยู่ปลายทาง ท้ายบริเวณของโรงเรียน ตึกโทรมๆเพราะไม่ใคร่มีใครเข้ามาพักนัก ปีหนึ่งจะมี สัก 30 คนได้ ไม่มีใครอยู่แบบยาวๆ ซึ่งถ้าอยู่ยาวๆก็มักจะอยู่ในบริเวณใกล้หอพักนักเรียนหน่อย โอ้วมีวัว มีไก่ด้วย ดูแล้ว น่าสนุกดี มีความรู้สึกแว๊บเข้ามาในหัวใจเป็นการตีความนิดๆว่า ไม่น่าไหวหนา... มีเพื่อนนักศึกษามาแล้ว 3 คนเป็นชาว Mexico สองคน อีกคนเป็นชาวIndonesia คนหลังนี้เป็น Roommate ด้วยสิ โว้ว! มาแล้วครับ ต้องขุดวิชาภาษาอังกฤษมาใช้เสียแล้วครับ สองสาวMexican ก็เป็นสาวสวยคนคายตามแบบ สาวอเมริกันใต้ คนหนึ่งดูไม่น่าห่างกับเรามากนัก อีกคนก็น่าจะราวสามสิบแก่ๆ ส่วน คุรรูมเมทของเราก็น่าจะประมาณ สามสิบต้นๆ เช่นกัน อืม คุณรูมเมท นี่น่ารัก ดูจิตใจดีมากๆ วอบถามได้ความว่าเป็นคุณครูอยู่ที่ บาหลี (เอ้าเพื่อนๆจิตตปัญญาเตรียมเฮ) เป็นชาวฮินดู สอนศาสนาในโรงเรียนเช่นกัน วันนี้เราคุยกันเรื่อง ภาวนา กันพอตัว บอกให้เขาช่วยสอนเราด้วย ติดก็แต่ว่า ภาษาอังกฤษขอทั้งคู่...555 แต่ก็ดีที่ได้อยู่กับ คุณคนนี้ เพราะว่าทำให้เราได้กล้าที่จะพูดมากขึ้น เพราะไม่ต้องกลัวผิด เพราะพี่แกก็ผิดพอๆกัน เออมาทบทวนตอนนี้ก็เห็นว่า มีอาการเหนือกว่าเล็กที่ผุดขึ้นทำให้เรากล้าพูดกับคนนี้ อ่อ ลืมบอกชื่อไป คุณคนนี้ชื่อ Gusti Ngurah เขาให้เรียกว่า Yoga ก็ได้ ส่วนผู้หญิงMexican ชื่อ Maribel Judith และ Blanca Elena คนแรกนี้เห็นว่าเป็น วิศวะกร ส่วนคนที่สองนี่เป็นลูกสาวร้านขายขนมปัง แล้วก็ทำงานการเงินอยู่ที่บ้านตัวเอง เออเอาสิตู.... คงต้องมาฝึก กราเซียส โอ้ฮ่า ซะแล้ว

ตกเย็นมีการแสดงดนตรสัก เพื่อเป็นการซ้อมให้กับน้องคนหนึ่งที่จะไปลองสอบที่จุฬา ในวัน อังคาร ก็เรียกความมั่นใจให้น้องคนนี้ ลดความประหม่าปได้เบอะกับวิธีการเรียกคนมาดูเยอะ แม้ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ๆ น้องกันเองก็ตาม น้องเค้ามีพรสวรรค์ที่ดี ปีนิดเดียว กับ Cello ก็เล่นโซ่โลของ บารค์ได้แล้ว นับว่าไม่ธรรมดา จริงมั๊ย? ที่น่าประทับใจกว่านั้นคือ มีนักเรียนเก่าที่จบไปจากโรงเรียนเมื่อปีที่แล้วกัลบมา เป็นนักดนตรีของโรงเรียน และเป็นนักเรียนดนตรีที่ ศิลปากร และก็ที่รังสิต เข้ามาจอย กับน้อง อาจารย์ผู้คุมวงก็เล่นด้วย “โอ้ว ฝรั่งเรียกเป็นเอ็นจอยมากๆ” เคลิ้มไปได้เลย ดีมาก ผิดบ้างเพี้ยนบาง แต่ก็มีความสุขนี่น่า ดนตรีเราเล่นเพื่ออะไร มีความสุข หรือใช้เป็นเครื่องมือของการจับผิดกัน? อาจารย์อาจอง ก็เล่น เปียโนได้อย่างพริ้ว อาจารย์เคยถวายงานดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยเมื่อครั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ชื่อเพลงอะไรไม่รู้ แต่รู้ว่าเก่า แล้วก็มีเนื้อร้องคับคล้ายว่า “แสงดาวสวยพราวดูเด่น เล็งเห็นเหมือนตาของเธอ เฝ้าเพ้อหัวใจละเมอรำพัน...”ฝังแล้วใจจะละลาย ยิ่งอาจารย์บอกว่าเป็นเพลงที่เคยเล่นถวายด้วยแล้ว ขนแขนก็สแตนอัพในทันใด

เมื่อคืนที่ผ่านมานั่งทำงานอยู่ที่ที่พัก ที่พักนี้เป็นหลายอย่างเป็นเหมือนบ้าน Academy ทำนองนั้นเลย เพราะว่า เป็นที่เรียน และเป็นที่พักในตัว มีห้องครัว เครื่องออกกำลังกายไว้บริการ (มีเครื่องเดียว แอ๊บโดมิไนเซ่อร์) เมื่อคืนขระนั่งทำงานพบว่ามีสายตามาจ้องๆมองเราอยู่ และก็มีพลังงานอะไรเดินไปเดินมาอยู่เนืองๆ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติแต่อย่างใดนอกเหนือจากนั้น ก็เข้านอนด้วยความปกติสุข แม้ว่าตอนนอนจะเกร็งๆเล็กกับการที่มีเพื่อน รูมเมทคนใหม่ ตกดึกสักหน่อยเพื่อนๆจากต่างประเทศ อีก 4 คนก็เดินทางมาถึง เป็นใครไม่รู้เหมือนกัน แก่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เฮอะๆ เพราะพักนี้ได้เพื่อนแก่อยู่เรื่อย

เกี่ยวกับฉัน

ในที่แห่งนี้เป็นที่ถ้อยแถลงในหัวใจเรา